
ทาง กฟผ. มีความเป็นห่วงว่า ระบบไฟฟ้าของภาคใต้จะไม่มั่นคงในปี พ.ศ. 2562 เนื่องจากมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต้องการที่จะเพิ่มสัดส่วนของการผลิตไฟฟ้าเพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ เลือกใช้เทคโนโลยีที่สะอาดในการพัฒนาพลังงานไฟฟ้า เพื่อให้โรงไฟฟ้าของ กฟผ. สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กฝผ.ก็ได้สร้างการรับรู้ให้กับสังคมมาเสมอถึงความ ‘สะอาด’ ของพลังงานถ่านหินผ่านการเปลี่ยนวิธีเรียก ‘โรงไฟฟ้าถ่านหิน’ เป็น ‘โรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด’ พร้อมกับอธิบายว่า กระบวนการของโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะใช้การขนส่งถ่านหินคุณภาพดีโดยเรือบรรทุกระบบปิด ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมหรือวิถีชีวิตของชุมชน
แบ่งเหตุผลคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าเทพาเป็นข้อๆ
1.คำว่า”ถ่านหินสะอาด”นั้นเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ ถ่านหินมีโลหะหนักปะปนมาด้วยจำนวนมาก ในแต่ละปี ถ่านหินที่นำเข้าจะปนเปื้อนปรอท 4,200 kg, แคดเมียม 8,400 kg, สารหนู 75,000 kg และตะกั่ว 168,000 kg โรงไฟฟ้าที่ผลิตกระแสไฟ 2,200 เมกะวัตต์ต้องเผาถ่านหินถึงวันละ 23 ล้านกิโลกรัม
การติดตั้งเครืองบำบัดมลพิษ (After burner) จะไม่สามารถกำจัดมลพิษได้ 100% ตามคำโฆษณาชวนเชื่อของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต
เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ โดยบีบอัด คาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นของเหลวแล้วพ่นลงชั้นหินใต้ดินซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ราคาแพงและการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ใต้ดินนั้น ไม่ทราบได้ว่าจะคงสภาพ “มลพิษ”อยู่ได้ยาวนานอีกกี่ร้อยปี
สรุปว่าในปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีที่ดักจับมลพิษในก๊าซได้ทั้งหมด และยิ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงค่าใช้จ่ายจะสูงตามไปด้วย
2.โรงไฟฟ้าขนาด 2,200 เมกะวัตต์จะต้องเผาถ่านหินวันละ 23 ล้านกิโลกรัมตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะปล่อยควันออกทางปล่องที่สูง 200 เมตร (สูงเท่าตึก 65 ชั้น) มลพิษทางอากาศทั้งควันที่มองเห็นและสารพิษที่มองไม่เห็นจะกระจายกว้างครอบคลุมถึงหาดใหญ่ สงขลาและปัตตานี แต่การศึกษาผลกระทบนั้นกลับทำเพียง 5 กิโลเมตร
3.สัตว์น้ำในทะเลสงขลา-ปัตตานี จะกินไม่ได้เพราะจะปนเปื้อนโลหะหนักและสารพิษ มากมายที่ยากจะตรวจวัด แม้จะไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่การกินอาหารที่ ปนเปื้อนยาวนานเป็นสิบปี ย่อมส่งผลเสียและเป็น
โรคมะเร็ง กุ้งเลี้ยงในบ่อกุ้งที่เทพา-หนองจิกจะปนเปื้อนส่งออกไม่ได้ มีผลกระทบเศรษฐกิจชุมชนโดยตรง
4.เรือขนส่งถ่านหินขนาดใหญ่ที่เข้าออกวันละ 4 เที่ยว อาจมีอุบัติเหตุอับปางลงได้ซึ่งถ่านหินจะก่อให้เกิดมลพิษในทะเล เช่นเดียวกับการอับปางของเรื่อขนส่งน้ำมันที่เกิดขึ้นอยู่เป็นเนืองนิตย์
5.การนำน้ำทะเล มาบำบัดซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และนำไปใช้ในระบบหล่อเย็นถึงวันละ 9 ล้านคิว (เท่ากับใช้น้ำทะเลในพื้นที่กว้าง 1 กิโลเมตร ยาว 9 กิโลเมตร และลึก 1 เมตร)และการปล่อยน้ำหล่อเย็นที่ร้อนจัดกลับออกสู่ทะเลมีมาตรการอะไรที่จะป้องกันระบบนิเวศของสัตว์ในท้องทะเลที่จะถูกดูดขึ้นมา
6.บ่อเก็บขี้เถ้าถ่านหินขนาดกว่าพันไร่ แม้ปูด้วยแผ่นพลาสติกหนาไม่ให้น้ำซึมลงดิน แต่มรสุมและพายุฝนตกหนัก อาจทำให้บ่อเก็บเถ้าเกิดน้ำล้น เถ้าถ่านหินที่เต็มไปด้วยโลหะหนักและความสกปรกถูก
ชะลงสู่ผืนดิน แหล่งน้ำและท้องทะเล ทรายและท้องทะเลจะเป็นสีดำเหมือนที่มาบตาพุด และบ่อเก็บเถ้าจะคงอยู่อีกเป็นนับหมื่นพันปี แม้ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอายุใช้งาน 40 ปีจะปิดตัวลงไปแล้วก็ตาม
7.สะพานท่าเรือขนถ่ายถ่านหินที่ยื่นไปในทะเลถึง 3 กิโลเมตรและเขื่อนกั้นน้ำทะเลเพื่อดูดน้ำทะเลมาหล่อเย็นในโครงการที่ทิ้งหินยื่นไปในทะเลยาว 500 เมตร จะทำให้เกิดการกัดเซาะชายหาดเทพาที่สวยงามอย่างรุนแรงเมื่อกัดเซาะก็ต้องทำกำแพงทิ้งหิน ใน 10 หาดทรายขาวสะอาดและรีสอร์ทเรียง
รายจะกลายเป็นกำแพงทิ้งหินหลายสิบกิโลเมตรตั้งแต่ปากน้ำเทพาจนถึงปากน้ำสะกอม
8.ป่าชายเลนแห่งคลองตุหยงจะเสื่อมโทรม ซึ่งเป็นป่าชายเลนขนาดใหญ่ที่สุดเนื้อที่หลายร้อยไร่ และสมบูรณ์ที่สุดแปลงหนึ่งของสงขลา-ปัตตานี เป็นแหล่งเพาะฟักตัวอ่อนตามธรรมชาติที่สำคัญยิ่ง ตั้งอยู่ด้านข้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ย่อมจะได้รับผลกระทบในระยะยาว
9.การสร้างโรงไฟฟ้าด้วยพลังงานถ่านหินจะก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อนขัดกับหลักสากล ที่นานาชาติที่เจริญแล้ว ต่างเปลี่ยนมาผลิตกระแสไฟฟ้า ด้วยพลังงานทดแทน
ไฉนประเทศไทยจึงจะถอยหลังเข้าคลอง