แถลงการณ์พิเศษ 2/2560

                    **องค์กรภาคี และเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (คปส.)**

ถึงพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

                                                     **วันที่ 25 สิงหาคม 2560**

เรื่อง โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาตัวแสดงใหม่ของรัฐไทย ผลิตซ้ำความเป็นพลเมืองชั้น 2 บ่อนเซาะสันติภาพ

ตัวแสดงใหม่ของรัฐไทยเปิดตัวในอำเภอเทพา จังหวัดสงขลาในปลายปี 2556 นั่นคือโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเทียบเรือขนถ่ายถ่านหินเทพา ระยะเวลาให้หลังจากนั้น 9 เดือนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) 3 ครั้งก็สำเร็จ ท่ามกลางการทุ่มแจกข้าวของเสื้อผ้าให้คนเทพาส่วนหนึ่ง ทว่ากีดกันคนเทพาส่วนหนึ่งไม่ให้มีส่วนร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนข้อมูลโครงการด้วยการสกัดกั้นจากเจ้าหน้าที่รัฐและลวดเหล็กหนาม

20 มกราคม 2559 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 4/2559 เรื่อง การยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภท รูปธรรมที่ส่งผลชัดเจน คือ การลิดรอนการเรียกร้องต่อสู้ของประชาชนตามสิทธิชุมชน กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จังหวัดสงขลา โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โรงไฟฟ้าถ่านหินปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ฯลฯ บทเดิมๆ ถูกผลิตซ้ำๆ กับความเป็นพลเมืองชั้น 2 ของมุสลิม และหากเป็นมลายูมุสลิมคงมิอาจรู้ได้ว่าเป็นพลเมืองชั้นไหน ปัจจุบันหลักการสิทธิมนุษยชนในรัฐไทยแทบไม่หลงเหลือ

ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (10 ธันวาคม พ.ศ. 2491/ค.ศ.1948) กล่าวถึง สิทธิมนุษยชนซึ่งมีสาระสำคัญ คือ หลักการสำคัญของสิทธิมนุษยชน (ข้อ 1-2) สิทธิทางการเมืองและสิทธิความเป็นพลเมือง (ข้อ 3-21) สิทธิด้านสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรม (ข้อ22-27) และหน้าที่ของบุคคล สังคม และรัฐ (ข้อ 28-30)

หลักการสำคัญของสิทธิมนุษยชน ว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิความเป็นพลเมือง ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (10 ธันวาคม พ.ศ. 2491/ค.ศ.1948) ระบุว่า มนุษย์ทุกคนมีสิทธิในการมีชีวิต เสรีภาพ และความมั่นคงแห่งบุคคล ทุกคนมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศของตน ทั้งโดยทางตรงหรือทางผู้แทนซึ่งมาจากการเลือกตั้ง รวมทั้งทุกคนมีสิทธิที่จะเข้าถึงบริการสาธารณะในประเทศของตนโดยเสมอภาค ทุกคนมีสิทธิในการชุมนุมและการสมาคมโดยสันติ ทุกคนมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็น แสวงหาข้อมูลข่าวสาร และสามารถรับส่งข้อคิดเห็นต่างๆ ผ่านสื่อใดๆ ก็ได้โดยปราศจากการแทรกแซง บุคคลจะถูกจับกุม กักขัง ตามอำเภอใจไม่ได้ ทุกคนเสมอภาคกันตามกฎหมายและมีสิทธิที่จะ ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเท่าเทียมกันโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ บุคคลจะถูกกระทำการทรมาน หรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีไม่ได้ เป็นต้น

เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (คปส.) จึงมีข้อเรียกร้องเพื่อให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่ตึงเครียดไปมากกว่าที่เป็นอยู่ จนอาจส่งผลกระทบสุ่มเสี่ยงต่อการใช้ความรุนแรงโดยประชาชนที่ถูกกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างหนักหันหลังให้กับกระบวนการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานในทางการเมืองด้วยสันติวิธีก็เป็นได้นั้น

ซึ่งเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (คปส.) เสนอประกอบด้วย

1.ขอให้รัฐไทยและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เลิกล้ม EHIA ฉบับฉ้อฉล แล้วเริ่มต้นกระบวนการศึกษาใหม่อีกครั้ง พร้อมทั้งยกเลิกการบังคับใช้รัฐธรรมนูญมาตราพิเศษ ม.44

2.รัฐควรให้ความเป็นธรรมและเคารพในหลักสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของประชาชนภายในรัฐทุกภูมิภาคทั้งเหนือ อีสาน กลาง ใต้ ทุกชาติพันธุ์ ศาสนา และลัทธิความเชื่อทางการเมืองตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (10 ธันวาคม พ.ศ. 2491/ค.ศ.1948)

3.ขอให้เครือข่ายนักศึกษา ประชาสังคม และประชาชนทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ช่วยกันรณรงค์ปกป้องสิทธิมุนุษยชนขั้นพื้นฐานของประชาชนในประเทศไทย โดยเฉพาะด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

เทพา-ปาตานี/ชายแดนใต้ ภายใต้ชะตากรรมร่วมเดียวกันเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ(คปส.) จึ่งเข้าใจการถูกกดข่มจนไร้สิทธิร่วมกำหนดวิถีชีวิตตัวเองจนกลายเป็นชายขอบและรู้สึกเป็นพลเมืองชั้น 2 หากรัฐบาลไม่เลิกล้ม EHIA ฉบับฉ้อฉล แล้วเริ่มต้นกระบวนการศึกษาใหม่อีกครั้ง เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ(คปส.) และภาคีร่วมจะยกระดับการเคลื่อนไหวต่อไป

                    **ด้วยจิตรักษ์ความเป็นธรรม สันติภาพ ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน**

                      **องค์กรภาคี และเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (คปส.)**

                                                        **25 สิงหาคม 2559**